Loading...
หน้าแรก สาระน่ารู้

สาระน่ารู้

ถังเผาถ่านได้ถ่านคุณภาพดี เตาเผาถ่านจากถัง 200 ลิตรนั้น มีมาให้เห็นมากมายหลายแบบ ซึ่งหลายท่านได้ทดลองทำแล้วนำไปใช้ก็ได้ผลดีไม่ผิดหวัง แต่วันนี้ข ขอนำเสนอเตาเผาถ่าน 200 ลิตร แบบใหม่ล่าสุดที่ให้ประโยชน์และได้ผลดีกว่าของเดิมหลายเท่าเลยค่ะ สิ่งที่ต้องเตรียม 1.ถัง 200 ลิตร พร้อมฝาปิด 2.ไม้ฟืน 3.ชะแลงหรือสว่านสำหรับเจาะรู วิธีการทำ 1. เริ่มขั้นตอนแรกโดยการตัดไม้เป็นท่อนเพื่อทำเป็นฟืนให้มีขนาดพอดีกับถัง 2. ขั้นต่อมาให้ขุดหลุมให้พอดีกับก้นถัง ด้านล่างทำช่องสำหรับจุดไฟ 3. ให้นำท่อนไม้ใส่ลงไปในถังโดยวางเรียงในแนวตั้งจัดเรียงเป็นระเบียบจนเต็มถัง พื้นที่ว่างเหลือด้านบนก็ให้วางในแนวนอนได้อุกช่องว่าง 4. เมื่อใส่ไม้จนเต็มถังดีแล้วให้จุดไฟเผาที่ช่องด้านล่างของเตา 5. เมื่อไฟติดแรงดีแล้วให้ทำการปิดฝาถัง แล้วเปิดรู 2 รู ที่ฝาถังออก 6. เผาทิ้งไว้ประมาณ 7-8 ชั่วโมง ให้ปิดรู 2 รู ที่ได้เปิดไว้ในตอนแรก 7. ขั้นต่อมาก็ทำการกลบปากช่องที่เราก่อไฟไว้ให้เรียบร้อย 8. ขั้นตอนสุดท้ายทิ้งเตาเผาไว้ประมาณ 5 ชั่วโมง แล้วก็สามารถเปิดฝาเอาถ่านออกมาใช้ได้เลยค่ะ รับรองว่าถ่านที่ได้คุณภาพดีแน่นอน ไม่ยากเลยใช่ไหมคะสำหรับเตาเผาถ่านแบบใหม่ รับรองว่าได้ถ่านคุณภาพดี ทำขายก้ได้ราคา ใช้เองก็ดีติดทนแน่นอน ขอขอบคุณข้อมูล : Postnoname
ปลูกฝักทองแบบมือใหม่หัดปลูก ฝักทอง มีหลายท่านสอบถามกันมาเยอะมากว่าปลูกอย่างไรให้ได้ผล ปลูกแล้วไม่งามลูกงามใบ วันนี้จึงมีเทคนิคจากเกษตรกรมืออาชีพมาฝากค่ะ ซึ่งปลูกตามวิธีนี้รับรองมามีลูกฝักทองไว้กินแน่นอน ขั้นตอนการปลูกฝักทอง ขั้นตอนแรก คัดเลือกเมล็ดฝักทอง ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกๆเลยนะคะ เมล็ดฝักทองที่จะนำมาปลูกต้องเป็นเมล็ดสมบูรณ์ดีและมีรสชาติที่ดี เลือกเมล็ดแล้วได้แล้ว ให้นำไปตากแดดให้แห้งประมาณ 1-2 วัน แล้วจึงค่อยนำไปลงปลูกได้ค่ะ ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมพื้นที่ในการปลูกฟักทอง ผู้ปลูกต้องทำค้างผัก ค้างไม้ ให้ต้นฝักทองเลื้อย เมื่อปลูกฟักทองลงดินไปได้ได้ประมาณ 7-10 วัน จะเริ่มมีรากงอกออกมา ช่วงนี้ให้เริ่มทำค้างไม้ไว้รอบๆกล้าฟักทองได้เลยและสถานที่ปลูกต้องมีแสงแดดส่องถึง ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมดินและการปลูก ดินที่เหมาะสำหรับปลูกฟังทองต้องเป็นดินร่วนปนทรายทรายเนื่องจากต้องระบายน้ำได้ดี แล้วเสริมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหรือฮอร์โมนจากธรรมชาติต่างๆ และเมื่อเตรียมดินเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 2-5 ซ.ม. แล้วใส่เมล็ดฟักทองลงหลุมปลูกจำนวน 3 เมล็ด/หลุม กลบดินรดน้ำตามให้ชุ่มแล้วคลุมด้วยฟางเพื่อรักษาความชื้น ขั้นตอนที่ 4 ถอนต้นกล้า หลังจากปลูกฟักทองได้ 7-10 วัน จะมีใบเลี้ยงออกมาประมาณ 3 ใบ ในขั้นตอนนี้ให้จัดการถอนต้นที่โตมาแล้วที่ไม่สมบูรณ์ออกไป และเหลือไว้แต่ต้นแข็งแรงเท่านั้น วิธีนี้จะทำให้ต้นฝักทองไม่แย่งอาหารและแร่ธาตุกัน ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ท่านที่อยากทดลองปลูกดูก็ลองทำเทคนิคต่างๆเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการปลูกได้เลยค่ะ ขอบคุณข้อมูล : เกษตรยุคใหม่
เหตุการณ์อัคคีภัยนั้น ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ตอนไหน แต่สิ่งที่เราควรมีเอาไว้นั่นคือสติในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นนั่นเอง โดยในครั้งนี้ เรามีข้อควรที่ควรทำเมื่อเกิด ไฟไหม้อาคารสูง มาฝากเพื่อนๆ กัน ให้เราศึกษาเอาไว้เป็นความรู้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจะได้รับมือได้อยากถูกต้อง เอาตัวรอดจากไฟไหม้ ถ้าติดอยู่ภายในอาคารสูง สติสำคัญที่สุด ต้องมีสติก่อน สติคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ควรเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนแล้วนึกให้ออกว่าทางหนีไฟที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน และไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้เร็วที่สุด ไฟไหม้ระดับเล็กน้อย หากเกิดไฟไหม้ระดับที่เล็กน้อย ให้เราใช้ถังดับเพลิงควบคุมเพลิงในเบื้องต้นเอาไว้ก่อน และหลังจากนั้นให้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ไฟไหม้ระดับรุนแรง หากเกิดไฟไหม้ระดับที่รุนแรง ให้กดสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ รวมถึงเตือนผู้อื่น หลังจากนั้นก็ทำการอพยพออกจากพื้นที่เกิดเพลิงไหม้ และโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ระวังการเปิดประตูทุกครั้ง เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่หลังประตูนั้นจะมีอะไรบ้าง ดังนั้นก่อนที่จะออกจากห้องใดๆ ก็ตาม ให้ใช้มือสัมผัสผนังหรือลูกบิดประตูดูก่อน หากไม่ร้อน ให้เปิดประตูออกไปช้าๆ และอพยพตามเส้นทางหนีไฟที่ปลอดภัย อย่าผลีผลามเปิดประตูโดยไม่ได้ตรวจก่อนเด็ดขาด หากสัมผัสผนังหรือลูกบิดประตู แล้วมีความร้อนสูง ห้ามเปิดประตูออกไป ให้ใช้เส้นทางอื่นในหารหลบหนี การอพยพต้องป้องกันตัวเองจากควันไฟ การอพยพจากพื้นที่เพลิงไหม้ ควรใช้ผ้าชุดน้ำปิดจมูกและปากเอาไว้ก่อน หรือใช้ถุงพลาสติกที่มีขนาดใหญ่อัดอากาศบริสุทธิ์แล้วนำมาครอบศีรษะก่อนเพื่อป้องกันการสำลักควัญและสูดควันไฟเข้าสู่ร่างกาย หมอบและคลานต่ำไว้ก่อน แนะนำว่าให้คลานต่ำและย่อตัวให้ติดกับระดับพื้นในการเคลื่อนที่ไปให้ถึงประตูทางออกให้ไวที่สุด เพราะว่าอากาศบริสุทธิ์อยู่เหนือระดับพื้นไม่เกิน 1 ฟุต นั่นเอง ห้องน้ำไม่ใช่ทางออก ไม่ควรหนีไฟเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ เพราะคิดว่าน้ำจะสามารถดับไฟได้ ถ้าไฟไหม้ระดับรุนแรงปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการดับไฟ อาจจะให้ถูกไฟคลอกหรือสำลักไฟจนเสียชีวิตได้ บันไดหนีไฟคือทางออกที่ดีที่สุด การใช้บันไดหนีไฟนั้นเรียกว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะว่าทางหนีไฟนั้นจะมีช่องทางที่ระบายอากาศอยู่ด้วย ดังนั้นจึงมีส่วนช่วยในการลดการสูดดมควันไฟเข้าสู่ร่างกายได้นั่นเอง ขอขอบคุณ sanook /ภาพ :istockphoto
สุดยอด!! กินมาก็นาน ใครทาน ''ชะอม'' บ่อยๆ ควรรู้ว่ามัน มีผลต่อร่างกายมาก!!! ผักนั้นมีประโยชน์มากมาย แต่รู้หรือไม่ว่า มีผักชนิดนึง ที่ คุณสมบัติ ของมันนั้น ประโยชน์ มหาศาล นั้นคือ ชะอมนั้นเอง บางคนชอบทานมากๆ บางคนก็ไม่ชอบเลย เอาเป็นว่า วันนี้เราจะมาบอก ข้อดี ของการทานชะอมกันนะค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง เอาเป็นว่าไปทานกันเลยจร้า สรรพคุณและประโยชน์ของชะอม 1. ชะอมอุดมด้วยวิตามินเอ หากจะตามหาผักที่มีวิตามินเอสูงต้องห้ามมองข้ามชะอมเลยนะ เพราะอุดมด้วยวิตามินเอที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับอนุมูลอิสระทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยบำรุงสายตาด้วย 2. ยอดอ่อนของชะอมมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนที่เรามักนำมาทำอาหารกินกันมากที่สุด 3. ชะอมมีเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ แก้อาการท้องผูก 4. ประโยชน์ของชะอมช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องหรือปวดเสียวในท้องได้ดี แก้อาการท้องอืดและท้องเฟ้อ 5. ชะอมช่วยบำรุงเส้นเอ็น อีกหนึ่งสรรพคุณที่โดดเด่นของชะอมคือ ช่วยบำรุงและรักษาเส้นเอ็นให้แข็งแรง ไม่เสื่อมเร็วกว่าที่ควร 6. ชะอมมีแคลเซียมสูง ซึ่งมีความสำคัญต่อกระดูกและฟัน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองที่มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่าย ถ้าอยากให้กระดูกและฟันแข็งแรงก็ต้องกินชะอมเป็นประจำ 7. ชะอมมีคุณสมบัติช่วยรักษาอาการลิ้นอักเสบและเป็นผื่นแดง 8. ในชะอมมีฟอสฟอรัส ที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมให้วิตามินบีต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 9. ชะอมมีธาตุเหล็ก ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างปกติ 10. ชะอมช่วยเสริมสร้างระบบของภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง ทำให้กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะฤทธิ์ของวิตามินซีที่มีอยู่มากในชะอมนั่นเอง 11. ประโยชน์ของชะอมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง และลดโอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจได้ด้วย เนื่องจากในชะอมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า...
ปลูกข่าแดงส่งขาย โตไว ดูแลง่าย ใช้พื้นที่น้อย เก็บได้นับ 10 ปี การทำเกษตรนั้นไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มากมายเท่าไหร่และวันนี้เราก็จะนำอีกหนึ่งพืชที่สามารถปลูกและทำรายได้ได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือข่าแดงหรือข่าอ่อนนั่นเอง ซึ่งข่าอ่อนนั้นถือเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอย่างมากและนำมาใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูอีกทั้งยังเป็นพืชที่ทนแล้งและต้านทานโรคได้เป็นอย่างดีปลูกง่ายและดูแลง่ายและสรรพคุณทางด้านสุขภาพบอกเลยว่าเพียบจึงทำให้ข่านั้นกลายเป็นที่ต้องการทางการตลาดสูงมาก และในวันนี้นี่เองเราก็จะพาไปชมชาวบ้านที่ยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยชาวบ้านอาชีพปลูกข่ามานานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้หันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้กันอีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรับรองมาตรฐานอีกด้วยซึ่งนั่นก็กลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าหลายคนทั่วประเทศนั้นต้องการจากที่เคยกลายเป็นรายได้เสริมก็สามารถกลายเป็นรายได้หลักในจนถึงทุกวันนี้จึงทำให้ครอบครัวทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงนั้นมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากยิ่งขึ้นและไม่เคยเดือดร้อนเรื่องเงินทองแต่อย่างใด งานวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับคุณ คุณนวนศรี พรมมากอง ซึ่งเป็นชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่ปลูกข่าแดงมานานนับ 10 ปีและใช้พื้นที่ปลูกเพียงแค่ 3 ไร่เท่านั้นซึ่งก็ได้มีการเล่าว่า “ถ้าเริ่มปลูกข่าแดงครั้งแรกควรปลูกประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยจะใช้หัวข่าแก่ปลูก เมื่อปลูกแล้วใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงเก็บผลผลิตได้ ข่านั้นปลูกครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ปี ข่าที่ปลูกกันจะเป็นพันธุ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ข่าแดง” เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย แตกหน่อดี ให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ซึ่งปกติแล้วจะปลูกกันไร่ละประมาณ 800-900 ต้น ระยะปลูกห่างกันต้นละเมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปีละ 4 ครั้ง สำหรับวิธีเก็บผลผลิตจะสับหรือตัดหน่ออ่อนด้วยเสียม ทั้งนี้ การสับหรือตัดหน่ออ่อนมากเกินไปอาจทำให้ต้นแม่โทรมเร็ว แล้วจะให้หน่อช้า ดังนั้น จึงต้องบำรุงต้นแม่ให้ดีเพื่อให้ได้หน่อข่าอ่อนที่ดีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคมที่เป็นฤดูหนาวพบว่าหน่ออ่อนมักแตกช้า...
รวมสูตรดินปลูกต้นไม้ ผสมเอง ใช้ทุนต่ำ ปลูกอะไรก็งาม ซึ่งดินในก็ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดจากการผุพังของหินแร่และแน่นอนว่าก็จะมีอินทรีย์วัสดุผสมคลุกเคล้าจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันซึ่งนั่นก็กลายเป็นแหล่งที่มาในการสร้างปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นเองซึ่งมนุษย์เรานั้นก็ใช้ดีเหล่านี้นี่แหละมาใช้ปลูกพืชและอาหารบ้างก็ทำเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัยอีกทั้งยังมียารักษาโรคซึ่งพวกต้นไม้เจริญพันธุ์ที่เติบโตมานั้นก็เกิดขึ้นมาได้เพราะมีดินและดินนั้นก็ขออุ้มรากต้นไม้ให้รากต้นไม้สามารถดูดและเอาแร่ธาตุต่างๆไปหล่อเลี้ยงลำต้นได้ และในวันนี้นี่เองเราก็จะรวบรวมสูตรดินปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นเทคนิคในการบำรุงดินแบบง่ายๆและจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นมีสูตรอะไรบ้างลองตามมาดูกันเลย สูตรที่ 1นำใบมะขาม ใบกระถิน ใบขี้เหล็ก ใบจามจุรี ใบโสนและใบแค ที่ร่วงแล้วมากองรวมกัน และรดน้ำให้ชื้นภายใน 7-10 วัน จะเปื่อยยุ่ย สามารถนำมาผสมกับดินปลูกในกระถาง หรือนำไปหว่านโรยรอบต้นพืชที่ปลูก ถือเป็นการกำจัดเศษใบไม้ใต้ต้นได้ดี กรณีต้องการให้มีคุณภาพดีขึ้น ให้กองรวมกับปุ๋ยคอก โดยใช้อัตราส่วน เช่น ใบจามจุรี4 ส่วน : ปุ๋ยคอก 1ส่วน เป็นต้น สูตรที่ 2 นำใบมะขาม ใบชมวง ใบมะกอกไทย และใบชมพู่ โดยนำมาหมักให้เน่าเปื่อย หรือเก็บรวมใส่ถุงขยะสีดำปิดปากถุงทิ้งไว้ 7 วันเพื่อให้เน่าเปื่อย ใบไม้หมักเหล่านี้จะมีความเป็นกรด เหมาะสำหรับดินปลูกไม้ประดับหรือใบไม้ที่มีสี เช่น โกสน บอนสี และช่วยให้ใบและดอกสีเข้มขึ้น สูตรที่ 3 นำต้น ใบ และรากของผักตบชวา มาสับให้เป็นท่อน ๆ กองรวมกันให้เหี่ยวสัก 2-3 วันราดด้วยน้ำปุ๋ยคอก คลุมด้วยกระสอบประมาณ 7-10 วัน ผักตบจะเหี่ยวยุบตัวลงและมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใส่แปลงผัก หรือผสมดินที่ปลูกต้นไม้ได้ สูตรที่ 4 เปลือกถั่วลิสงนำมากองหมักไว้สัก 3...
ความเชื่อโบราณ!? ปลูกแล้วดี ยิ่งปลูกยิ่งรวย เสริมโชคลาภตัวเองและครอบครัว วันนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับว่านมงคลระดับแถวหน้า ที่คัดมาแล้วว่าดีจริงพร้อมทั้งวิธีในการปลูก หากใครที่กำลังมองหาต้นไม้งาม ๆ มาปลูกไว้ที่บ้านสักต้น ก็น่าจะเริ่มที่ว่านมงคลเหล่านี้เพื่อเสริมโชคลาภให้กับตัวเองพร้อมทั้งคนในครอบครัว 1. ว่านรวยไม่เลิก ใบของว่านนี้จะมีลักษณะเรียวยาวหนานุ่มและมีจุดตามใบ ก้านดอกสีขาวจะออกตลอดทั้งปีแสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน ปลูกโดยการแตกหน่อและตัดใบปักชำ เป็นพืชที่ชอบน้ำมากแต่ต้องตั้งอยู่ในที่แดดรำไรและอากาศถ่ายเทสะดวกไม่เช่นนั้นจะเน่าเอาง่าย ๆ 2. ว่านกวักนางพญามหาเศรษฐี ลักษณะของใบทั้งกว้างและใหญ่ ปลายเรียวแหลมและก้านใบสูง ออกดอกเป็นช่อสีขาวแบ่งเป็นช่อละ 8-9 ดอก ใช้หัวปลูกลงในดินร่วนปนทรายผสมเศษอิฐและใบก้ามปู รดน้ำปานกลาง ตั้งไว้ในที่สูงที่มีแดดรำไร จะช่วยเรียกโชคลาภให้เข้ามาไม่ขาดสายและถูกหลักตามฮวงจุ้ยที่ควรจะเป็นอีกด้วย 3. ว่านเศรษฐีก้านทอง ไม้ล้มลุกที่มีใบยาวปลายแหลมและขอบใบทั้ง 2 ข้าง พลิ้วเป็นคลื่น มีเส้นกลางเป็นสีน้ำตาลเหลืองอ่อน ออกดอกเป็นช่อสีขาวนวล ควรใช้หัวปลูกลงในดินร่วนปนทรายผสมแกลบเผา ให้ตั้งไว้ในที่แดดรำไรและรดน้ำพอชุ่มเพราะชอบความชื้น สรรพคุณคือใช้เป็นเมตตามหานิยมเรียกเงินทองให้กับผู้ปลูกจึงเหมาะกับร้านค้าหรือคนทำธุรกิจ 4. ว่านเศรษฐีเรือนนอก เป็นพืชล้มลุกแตกกอคล้ายเศรษฐีเรือนใน มีใบยาวเรียวแต่ขอบใบทั้ง 2 ข้างจะเป็นสีขาว หากออกดอกจะถือว่าเจ้าของนั้นมีโชคลาภและช่วยป้องกันอันตรายทั้งปวง ให้ปลูกโดยการแยกหน่อหรือนำไหลมาปลูกลงดินร่วนปนทรายใหม่ ตั้งอยู่ในที่แดดไม่มาก รดน้ำพอชุ่มแต่ไม่ต้องเปียกโชก 5. ว่านเศรษฐีเรือนใน จุดเด่นของว่านนี้คือใบเรียวยาวขอบสีเขียวและมีเส้นสีขาวตรงกลาง มีสรรพคุณที่ช่วยดูดสารพิษภายในอาคารที่พักอาศัย ต้องปลูกโดยการเอาต้นอ่อนเอามาลงดินร่วนปนทรายที่ผสมเศษอิฐ ไม่ค่อยชอบน้ำให้รดแค่สัปดาห์ละครั้งและตั้งอยู่ในที่แดดรำไร เชื่อกันว่าจะช่วยป้องกันอันตรายและเสี่ยงทายเรื่องโชคลาภ 6. ว่านกุมารทอง ว่านชนิดนี้จะเป็นพืชล้มลุกที่มีหัวคล้ายกับเด็กนั่งอยู่บนแท่น จึงขนานนามว่าเป็น “ว่านกุมารทอง” ออกดอกเป็นพุ่มทรงกลมปีละครั้ง เมื่อดอกออกแล้วใบจะค่อย ๆ แทงยอดออกมามีลักษณะเรียวยาวปลายไม่แหลมมาก นิยมปลูกไว้เพื่อช่วยในเรื่องอยู่ยงคงกระพัน เสริมอำนาจและบารมี ทำมาค้าขายคล่องตัว แนะนำให้ปลูกไว้หน้าบ้านหรือบริเวณศาลพระภูมิ นำหัวมาปลูกในดินปนทรายระบายน้ำได้ดีจะวางไว้กลางแจ้งหรือแดดรำไรก็ได้ 7. ว่านกวักโพธิ์เงิน-โพธิ์ทอง ว่านทั้ง 2...
"มะเขือพวง” ผักพื้นบ้านที่ทุกคนต่างรู้จักดี เพราะพบได้ในอาหารไทยหลายชนิด เช่น ในแกง ในผัด หรือทานกับน้ำพริก แต่ถึงจะคุ้นเคยมากแค่ไหน ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ชอบรสขมของมะเขือพวง แต่เห็นขมๆอย่างนี้ รู้มั้ยคะว่า “มะเขือพวง” ประโยชน์เพียบนะคะ โดยนักวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยเรื่อง”สรรพคุณวิเศษของมะเขือพวง” และพบว่ามะเขือพวงมีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากมีฤทธิ์ช่วยลดอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือ ดของผู้ป่วยเบาหวาน มีเส้นใยที่ช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินได้ดีเยี่ยม ทำให้มะเขือพวงสามารถรักษาโรคทั้ง 4 โรคนี้ได้ค่ะ 1. โรคเบาหวาน มะเขือพวงมีสาร “เพกติน” ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยสารนี้จะมีหน้าที่ช่วยเคลือบผิวในลำไส้ ทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ช้า จึงช่วยดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง ทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือ ดคงที่ 2. โรคกระเพาะ มะเขือพวงช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร โดยมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการใช้ยา แอลกอฮอล์ และความเครียดได้ 3. โรคขาดสารอาหาร มะเขือพวงมีสารจำพวก “ไฟโตนิวเทียนท์” ที่จะช่วยร่างกายในสภาวะขาดสารอาหาร ให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ 4. โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด มะเขือพวงมีกลุ่มสาร “ทอร์โวไซด์” ซึ่งช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือ ดได้ และกระตุ้นให้ตับนำโคเลสเตอรอลในเลือ ดไปใช้ได้มากขึ้น รวมทั้งยับยั้งการดูดซึมกลับของโคเลสเตอรอลในลำไส้ด้วย จึงอาจช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลื อดได้อีกทางหนึ่ง ผักพื้นบ้านที่หาทานได้ทั่วไป แต่ประโยชน์ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยคะ รู้อย่างนี้ครั้งหน้าก็อย่าเขี่ยเจ้ามะเขือพวงเม็ดเล็กๆ ทิ้งไว้ข้างจานอีกนะคะ ฝืนใจทานหน่อย ท่องไว้เพื่อสุขภาพค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : โพสต์โนเนม

Don't miss

Most popular

Recent posts