Loading...

ข่าว

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ระบุว่า สำนักงานประกันสังคมได้จูงใจให้แรงงานภาคอิสระสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือก 3 (ทางเลือกใหม่) โดยผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเดือนละ 300 บาท ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีนอนพักรักษาตัวในสถานพยาบาล วันละ 300 บาท กรณีไม่นอนพักรักษาตัวในสถานพยาบาล แต่มีใบรับรองแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ได้รับวันละ 200 บาท (สำหรับทางเลือกใหม่ กรณีนอนพักรักษาตัว กับไม่นอนพักรักษาตัว รวมกันไม่เกิน 90 วันต่อปี) อีกทั้งระยะเวลาการรับสิทธิกรณีทุพพลภาพเป็นตลอดชีวิต เพิ่มค่าทำศพเป็น 40,000 บาท เงินบำเหน็จชราภาพเป็นเดือนละ 150 บาท และหากส่งเงินครบ 180 เดือน ให้เงินเพิ่มอีก 10,000 บาท อีกทั้งเงินสงเคราะห์บุตรคนละ 200 บาท คราวละไม่เกิน 2 คน ตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ โดยเปิดโอกาสให้แรงงานภาคอิสระที่สนใจสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพพื้นที่/จังหวัด/สาขา...
หน้าฝนชุ่มฉ่ำแบบนี้ ตามต่างจังหวัดอาจมีเหล่าชาวบ้านออกไปเก็บเห็ดมาทำอาหารกัน แต่เห็ดแสนอร่อยไม่ได้ทานได้ทุกชนิด คุณอาจจะเจอเห็ดมีพิษที่ทานแล้วเป็นโทษต่อร่างกายได้ บางคนอาจจะทราบว่าเห็ดที่มีพิษมักมาพร้อมกับสีสันที่ฉูดฉาดอย่างแดง ส้ม หรือเหลืองสด แต่ความจริงแล้วอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เรามาทราบชนิดของเห็ดมีพิษที่เราควรหลีกเลี่ยงกันดีกว่าค่ะ เห็ดระโงกเหลืองก้านต้น เห็ดกระโดงตีนตัน เห็ดคล้ายเห็ดโคน เห็ดข่า เห็ดขี้ควาย เห็ดตอมกล้วยแห้ง เห็นระโงกหิน เห็ดไข่ เห็ดมันปูใหญ่ เห็ดดอกกระถิน เห็ดแดงก้านแดง เห็ดเผาะ (มีราก) เห็ดขี้วัว เห็ดไข่หงษ์ เห็ดโคนส้ม ** ข้อสังเกต : เห็ดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก - เห็ดไข่ ทานไม่ได้ แต่เห็ดไข่เหลือง ทานได้ - เห็ดระโงกหิน ทานไม่ได้ แต่เห็ดระโงกขาว ทานได้ - เห็ดมันปูใหญ่ ทานไม่ได้ แต่เห็ดมันปูใหญ่ ทานได้ - เห็ดเผาะที่มีราก ทานไม่ได้ แต่เห็ดเผาะที่ไม่มีราก ทานได้ - เห็ดโคน ทานได้ แต่มีเห็ดที่มีลักษณะคล้ายเห็ดโคน แต่ไม่ใช่เห็ดโคน ที่ทานไม่ได้ อาการเมื่อทานเห็ดมีพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเหลว หากมีอาการรุนแรงมาก การทำงานของตับ และไตอาจล้มเหลว จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากทางเห็ดมีพิษเข้าไป พยายามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยการล้วงคอ หรือให้ทานไข่ขาว จากนั้นรีบพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด หากไม่แน่ใจว่าเห็ดที่เราได้มา...
เตือน!! ห้ามใช้ป้ายทะเบียนรถซีดจาง อาจเข้าข่ายใช้ทะเบียนชำรุด มีโทษปรับ 2,000 บาท ------------------------- กรณีป้ายทะเบียนรถยนต์หลายคันประสบปัญหาสีซีดจาง นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก มั่นใจว่าป้ายทะเบียนที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก ไม่น่าจะเกิดปัญหาสีซีดจางได้ และยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาป้ายทะเบียนสีซีดอาจเกิดจากการขัดล้างที่ไม่ถูกวิธี แต่หากเกิดจากคุณสมบัติของป้ายก็จะทำการสั่งให้มีการตรวจสอบคุณภาพแผ่นป้ายในหมวดที่มีปัญหาทั้งหมด เพื่อหาเหตุ เพราะที่ผ่านมาก็เคยเจอกับปัญหาป้ายทะเบียนแตกลายงามาแล้ว ทั้งนี้หากผู้ขับขี่รถคันใดพบว่าป้ายทะเบียนชำรุด หรือซีดจาง ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องมาขอเปลี่ยนป้ายทะเบียนใหม่ที่กรมการขนส่งทางบก หากเพิกเฉยไม่ดำเนินการ มีความผิดตามกฎหมาย โทษปรับสูงถึง 2,000 บาท ข้อหาใช้ป้ายทะเบียนชำรุด เนื่องจากการใช้ป้ายทะเบียนชำรุดจะส่งผลกระทบต่องานการกำกับดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน สำหรับผู้ขับขี่ที่พบว่าป้ายทะเบียนรถชำรุด สามารถขอป้ายทะเบียนใหม่ที่กรมการขนส่งทางบกได้ โดยรถยนต์ส่วนบุคคลจะเสียค่าคำขอ 5 บาท และจ่ายค่าป้ายทะเบียน 2 ชิ้น (หน้า-หลัง) แผ่นป้ายละ 100 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 205 บาท, ส่วนรถจักรยานยนต์ จะเสียค่าใช้จ่ายค่าคำขอ 5 บาท และค่าป้ายทะเบียนจำนวน 1 แผ่น ราคา 100 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 105 บาท Cr.CH7 ที่มา สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7
กรดยูริกในเลือดที่สูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกาต์,โรคนิ่ว และโรคไตอักเสบแล้ว อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงประสาทหูและอวัยวะทรงตัวได้น้อย จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัวได้ กรดยูริกในร่างกาย เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกาย ประมาณร้อยละ 80 และมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ร้อยละ 20 กรดยูริกนี้จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ประมาณร้อยละ 67 และทางอุจจาระประมาณร้อยละ 33 การที่มีกรดยูริกในเลือดสูง เกิดจากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากกว่าปกติ หรือรับประทานอาหารที่มีสาร “พิวรีน”สูง ซึ่งสารนี้จะเปลี่ยนเป็นกรดยูริกในเลือด ทำให้มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ ‘กรดยูริก’ คืออะไร ? ‘กรดยูริก’ เป็นสารที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเรา โดยสามารถสร้างขึ้นได้เองถึง 80% ส่วนอีก 20% นั้นจะนำเข้ามาจากการรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยสารพิวรีน ซึ่งสารพิวรีนจะสามารถพบได้ในอาหารจำพวกสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ พืชผักบางชนิด และอาหารทะเลบางอย่าง หากร่างกายมี ‘กรดยูริก’ มากเกินไปจะส่งผลอย่างไร ? โดยปกติแล้ว ในร่างกายของเราจะขับส่วนที่เกินของกรดยูริกออกผ่านทางปัสสาวะ แต่ภายในร่างกายของบางคนจะไม่สามารถขับกรดยูริกออกไปได้หมด ทำให้เกิดการสะสมภายในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณกระดูก ผนังหลอดเลือด และไต (ไต เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ฟอกเลือด + ขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ) ฉะนั้น เมื่อร่างกายขับกรดยูริกออกมาได้ไม่หมดก็จะทำให้เกิดเป็นตะกอน เกิดการสะสม เมื่อนานเข้าอาจทำให้เกิดโรคเกาต์ได้ ดังนั้นผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ ควรงดอาหารที่มีสารพิวรีนสูง (ข้อ 1) และลดปริมาณอาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง...
“ผีโพง” ตำนานและความเชื่อเรื่องผีล้านนา ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสยศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง ผู้ที่เป็นผีโพง ในเวลากลางวันจะเป็นเหมือนผู้คนธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่ตกกลางคืนจะกลายร่างเป็นผีโพง มีจุดเด่นคือ มีแสงสว่างหรือดวงไฟที่รูจมูก ออกหาของกิน ได้แก่ ของสกปรกคาว เช่น กบ, เขียด, ศพ หรือรกเด็กเกิดใหม่ เช่นเดียวกับผีกระสือ, ผีกระหัง หรือผีปอบ โดยปกติแล้ว ผีโพงจะไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่ถ้าหากถูกคุกคามก็จะจู่โจมทำร้ายได้เช่นกัน หากมีผู้ใดไปทำอะไรให้ผีโพงไม่พอใจ ผีโพงจะใช้ก้านกล้วยที่ตัดใบออกหมดหรือคานคาบของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้านผู้นั้น ซึ่งครอบครัวของผู้ที่โดนขว้างจะพบกับภัยพิบัติต่าง ๆ นานา ผีโพงจะตายได้ เมื่อมีผู้ไปพบปะกับผีโพงเข้าอย่างจัง และทักว่าผีโพงแท้จริงแล้วคือใคร หากผ่านพ้นมาได้หนึ่งวันแล้ว ผู้ที่เป็นผีโพงจะตาย ผีโพงสามารถถ่ายทอดให้แก่กันได้ ด้วยพ่นน้ำลายใส่หน้าหรือมีใครไปกินน้ำลายของผีโพงเข้า ที่มา หลงกรุง
สายตื๊ดระวัง!! รถเปิดเพลงเสียงดังทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มีโทษปรับ 1,000 บาท ------------------------- กรณีที่ขับรถเปิดเพลงส่งเสียงดัง ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 370 ผู้ที่ส่งเสียง หรือทำให้เกิดเสียง หรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท “ในกฎหมายไม่มีกำหนดว่า ต้องเปิดเพลงเสียงดังเท่าไรจึงจะถือว่ารบกวนคนอื่น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เสียงเพลงที่เปิดไปก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้อื่น ก็เข้าข่ายตามกฎหมายอาญา หากมีคนโทรมาแจ้งเจ้าหน้าที่ก็จะเข้าไปดำเนินการ แต่หากไม่มีผู้แจ้งและเจ้าหน้าที่ไปพบเห็นก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายอาญาได้เช่นกัน” ขณะที่ กฎหมายอีกฉบับที่เข้าข่าย คือ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถ (8) โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ส่วนบทลงโทษแก้ไขความเพิ่มเติม ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 มาตรา 30 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 43 (8) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ Cr.Thairath ที่มา สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7
รวย" ด้วยพืชน้ำน้อย "เมล่อน" ปลูกไม่ยาก ขายง่าย ทำกำไรปีละเป็นแสน ---------------------------- เมล่อน พืชใช้น้ำน้อย แต่สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกได้ตลอดปี นายฐนภัทร กิตติวงศา เจ้าของสวน ดร. ต๊อก เมล่อน ณ ฟาร์มจันท์ คือเกษตรกรรายหนึ่งที่ได้แบ่งพื้นที่สวนผลไม้ จำนวน 2 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 30 กว่าไร่ โดยหันมาปลูกเมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ "ผมหันมาปลูกเมล่อนได้ 3 ปี แล้ว เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อย เฉลี่ยแล้วรดน้ำวันละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที โดยทำเป็นระบบน้ำหยด ทำให้ประหยัดในการใช้น้ำและการดูแลผลผลิต ถ้าเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นๆแล้ว เช่นทุเรียน เงาะ มังคุด ต่างต้องให้น้ำทุกเช้า-เย็น" นายฐนภัทร กิตติวงศา กล่าว ส่วนรายได้จากการจำหน่ายเมล่อนนั้น ก็ถือว่าได้ราคาดี เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่กิโลกลัมละ 80-100 บาท ซึ่งที่สวน ใน 1 ปี สามารถปลูกและขายเมล่อนได้ประมาณ 5 รอบ เนื่องจาก อายุการปลูกจนกระทั่งถึงระยะการเก็บเกี่ยวใช้เวลาเพียง 2...
เตือนร้านค้าทั่วประเทศ!! ห้ามแบ่งขายบุหรี่ ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงถึง 4 หมื่นบาท ------------------------------------- กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 เพื่อเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จะช่วยป้องกันเยาวชนไม่ให้เข้าสู่วงจรร้ายของการติดบุหรี่ เป็นการคุ้มครองสิทธิของเยาวชน และสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ซึ่งมีมาตรการสำคัญที่ประชาชนต้องรับทราบ เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง ดังนี้ 1.ห้ามขายหรือให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี 2.ห้ามให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ 3.ห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบใน 4 กลุ่มสถานที่ ได้แก่ วัดหรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา สถานพยาบาลและร้านขายยา สถานศึกษาทุกระดับ สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก หากเจ้าของพื้นที่หรือผู้ดูแลไม่แจ้งความเพื่อดำเนินคดีจะมีความผิด 4.กำหนดห้ามโฆษณาการตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบในทุกรูปแบบ อาทิ พริตตี้ส่งเสริมการขายในงานคอนเสิร์ต 5.ห้ามผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์ยาสูบทำกิจกรรม CSR อุปถัมภ์สนับสนุนบุคคล หรือองค์กร ที่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ยาสูบ 6.ห้ามตั้งวางโชว์ผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือซองบุหรี่ ณ จุดขายปลีกที่ทำให้ผู้บริโภคหรือประชาชนมองเห็น 7.ห้ามแบ่งซองขายบุหรี่เป็นรายมวน 8.เพิ่มโทษผู้ฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่เป็นปรับไม่เกิน 5,000 บาท และ 9.กำหนดหน้าที่ให้เจ้าของสถานที่สาธารณะที่เป็นเขตปลอดบุหรี่ มีหน้าที่ต้องประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน ดูแลให้ไม่มีการฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ หากฝ่าฝืนไม่ดำเนินการ เจ้าของสถานที่มีโทษปรับไม่เกิน 3,000 บาท หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โทร 02-580-9264 กรมประชาสัมพันธ์ ที่มา สำนักประชาสัมพันธ์
สั่งจับทันที!! ใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 15 ปีทำงานโทษจำคุกถึง 4 ปี ปรับถึง 2 ล้านบาท ต่อแรงงานเด็ก 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ ----------------------------- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานคร เขตทั้ง 10 เขต เร่งตรวจสถานประกอบกิจการในพื้นที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายไม่ให้มีการจ้างแรงงานเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะสถานประกอบกิจการที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น งานแปรรูปอาหารทะเล งานตัดเย็บเสื้อผ้า ร้านอาหาร บริการ และปั๊มน้ำมัน เป็นต้น ทั้งนี้ การจ้างแรงงานเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีทำงาน มีโทษปรับตั้งแต่ 400,000-2,000,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี ถึงไม่เกิน 4 ปี ต่อลูกจ้าง1 คน หรือทั้งปรับทั้งจำ จึงขอฝากเตือนไปยังนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบเห็นการใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 15 ปี สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ทั้ง 10 พื้นที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด...
ทำไม? ห้ามรถพยาบาลขับเร็วเกิน 80 กม./ชม. มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณีกระทรวงสาธารณสุขสั่งรถพยาบาล ห้ามใช้ความเร็วเกิน 80 กม./ชม. และห้ามฝ่าไฟแดง ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัย และเป็นห่วงว่าผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาที่ล่าช้า เรื่องนี้อธิบายได้ว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข ปี 2559 - 2562 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 318 ราย เป็นพยาบาลและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 129 ราย เสียชีวิต 4 รายพิการ 2 ราย ผู้ป่วยบาดเจ็บ 58 รายเสียชีวิต 3 ราย คู่กรณีเสียชีวิต 14 ราย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นขณะส่งต่อผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลถึงร้อยละ 80 สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับรถเร็ว ฝ่าสัญญาณไฟจราจร และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เน้นย้ำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาล กรณีนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาล จะต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.ตามประกาศของกระทรวง ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 58 แต่หลายคนอาจคิดว่า ยิ่งส่งผู้ป่วยถึงมือแพทย์เร็วเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากเท่านั้น แถมกฎหมายจราจรก็ยกเว้นให้รถพยาบาลสามารถใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนดได้ ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น แต่ความปลอดภัยในการเดินทางก็สำคัญไม่แพ้กัน มาตรการนี้จึงถือเป็นการเพิ่มความคุ้มครองสวัสดิภาพการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ป่วย โดยประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงหากรถพยาบาลวิ่งช้า เนื่องจากอุปกรณ์กู้ชีพภายในรถพยาบาลมีเพียงพอ และรถพยาบาลเองยังสามารถเปิดไซเรนหรือไฟฉุกเฉินเพื่อแจ้งให้ผู้ใช้รถใช้ถนนรู้ว่าภายในรถมีผู้ป่วย เป็นการขอความร่วมมือในการเปิดทางให้กับรถพยาบาล นอกจากนี้ มาตรการนี้ใช้เฉพาะกับรถพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข...

Don't miss

Most popular

Recent posts