Loading...

จัดเต็มตามแบบแผน “เครื่องรดน้ำขอพร 4 ภาค”

ประเพณีสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี สาระสำคัญของวันสงกรานต์สำหรับปัจจุบันดูจะไม่ใช่อยู่ที่การขึ้นปีใหม่ แต่อยู่ที่การเป็นโอกาสได้กลับไปรวมญาติกันครั้งสำคัญในรอบปี และกิจกรรมหนึ่งที่ชาวไทยถือปฏิบัติสืบเนื่องมาเป็นเวลาช้านานในช่วงสงกรานต์ก็คือการ “รดน้ำดำหัว” ผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพนับถือ

11 เมษายน ที่ผ่านมาถือปฐมฤกษ์ก่อนวันสงกรานต์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมจัดพิธี “รดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ” ขึ้นที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บรรยากาศคึกคักชื่นมื่น ศิลปินแห่งชาติชื่อดังมาร่วมพิธีคับคั่ง ให้ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่ชื่นชมในผลงานได้มารดน้ำขอพร

ขณะเดียวกันด้านหน้าหอประชุมก็มีการจัดนิทรรศการ “เครื่องรดน้ำดำหัว 4 ภาค” เป็นความรู้ให้แก่ผู้มาร่วมงาน ซึ่งแต่ละภูมิภาคก็มีการจัดเครื่องรดน้ำดำหัวแตกต่างกันเหมือนกัน มองผาด ๆ จากนิทรรศการที่จัดไว้จะเห็นเครื่องรดน้ำดำหัวของภาคเหนือมีเครื่องเคราดูมากกว่าภาคอื่น ๆ ส่วนสิ่งที่มีเหมือนกันสำหรับทุกภาคก็คือ พวกหมากพลู ผ้านุ่ง

ทว่า…หัวใจสำคัญของการรดน้ำดำหัวก็คือ “น้ำ” ที่ใช้รดนั่นเอง

แม้ว่าน้ำจะ “หอม” เหมือนกัน แต่ก็แตกต่างกันในรายละเอียด

“รวีวัฒน์ ต๋าน้อย” วิทยากรพิเศษ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อธิบายว่า น้ำที่ใช้สำหรับรดดำหัวของแต่ละภาคเป็นน้ำที่ทำมาจากเครื่องหอมต่าง ๆ อย่างภาคกลาง น้ำที่หอมเพราะใช้น้ำอบน้ำปรุง

ภาคเหนือ ใช้ดอกคำฝอย ฝักส้มป่อย และน้ำมะกรูดผสมลงไป ภาคใต้ เป็นน้ำที่ได้มาจากกลิ่นของดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหลาย ๆ ชนิดมารวมกันในขันน้ำ ไม่จำกัดว่าจะมีกี่ชนิด เพราะภาคใต้ไม่มีเทคนิคในการทำเครื่องหอม และด้วยภาพอากาศที่ร้อนชื้นของภาคใต้ ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมจะขึ้นได้เยอะ

ส่วนภาคอีสาน เนื่องจากหน้าแล้ง ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมจะไม่มี จึงใช้ความหอมจากพืชตระกูลหัว เช่น ว่านหอม ว่านนางคำ ฝนรวมกัน ได้น้ำออกขุ่น ๆ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของว่านหอม

ชุดรดน้ำดำหัวแบบครบเครื่องอย่างที่เห็นนี้ ปัจจุบันคงยากที่จะพบเห็นได้ทั่วไป ยกเว้นแต่ในงานสำคัญ เช่น งานรดน้ำดำหัวเจ้าอาวาสหรือผู้นำชุมชนทางภาคเหนือ ส่วนชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปจะจัดแค่ชุดรดน้ำเล็ก ๆ เท่านั้นเอง เพราะคงจะยุ่งยากหากต้องจัดครบเครื่องตามแบบแผน

โดยสาระสำคัญของการรดน้ำดำหัวคือ การขอขมาผู้ใหญ่ หรือการขอขมาพระพุทธเจ้า เพราะคนไทยถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันเถลิงศกใหม่หรือการขึ้นปีใหม่ของไทย จึงใช้วาระของการครบปี นำเครื่องรดน้ำดำหัวเหล่านี้ไปขอขมาหรือขออโหสิกรรมจากผู้ใหญ่และขอรับพรเพื่อความเป็นสิริมคลแก่ตัวเอง

หนังสือประเพณีสงกรานต์บอกเล่าไว้ว่า วิธีการการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพ ให้รดที่ฝ่ามือทั้งสองของท่านโดยผู้ใหญ่แบมือ เมื่อลูกหลานรดน้ำ ผู้ใหญ่จะให้ศีลให้พรหรืออาจนำน้ำที่รดลูบศีรษะผู้มารดน้ำ หรือบางครั้งอาจอาบน้ำจริงคือรดแบบทั้งตัวซึ่งลูกหลานจะนำผ้าผืนใหม่มอบให้ผู้ใหญ่เปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ ผู้เป็นปูชนียบุคคลซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวล้านนาได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการดำหัวสมัยโบราณ ซึ่งเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนาไว้ว่า

“สำหรับการดำหัวนั้น นิยมเอาน้ำใส่ขัน คือ ใส่สะหลุงเอาน้ำขมิ้น ส้มป่อย ใส่ เวลาดำหัว เขาจะเอาไปประเคนคือเอาไปมอบให้ท่านผู้เฒ่าผู้แก่ ที่เราจะไปดำหัว นั้น เขาจะเอามือจุ่มลงในสะหลุง ที่มีน้ำขมิ้นส้มป่อยอยู่แล้วก็เอามาลูบหัวตัวเอง 3 ครั้ง

จากนั้นก็เอามือจุ่มน้ำส้มป่อย สลัดเข้าใส่ลูกหลานที่มาดำหัวพร้อมกับอวยพรให้อยู่ดีมีสุข ให้อยู่ดีกินดี เราไม่นิยมเอาน้ำรดมืออย่างของภาคอื่น ซึ่งถือว่าการทำอย่างนั้นเป็นการรดศพ มากกว่าการรดน้ำผู้เฒ่าผู้แก่ ล้านนาเราถือกันมาอย่างนี้”

ทั้งนี้ เพราะ “การดำหัว” ในความหมายทั่วไปของชาวล้านนาไทยนั้นหมายถึงการ “สระผม” ซึ่งมักจะเอาใบหมี่เอามะกรูดมาต้มแล้วก็เอามาสระผม มันจะหอม ไล่ขี้รังแคออกหมด ใบหมี่นี้หอม เป็นสมุน ไพรโบราณ การสระผมของคนโบราณเรียกว่าดำหัวเมื่อดำหัวไล่สิ่งที่โสโครกทั้งหลายออกไปจากผมจากตัว

แต่ในพิธีกรรม โดยเฉพาะในเทศกาลสงกรานต์ของทุก ๆ ปี หมายถึง การชำระสะสางสิ่งอันเป็นอัปมงคลในชีวิตให้หมดไป ด้วยการใช้น้ำส้มป่อยเป็นเครื่องชำระ

จึงใช้คำว่า ดำหัว มาต่อท้ายคำว่า รดน้ำ ซึ่งมีความหมายคล้ายกัน กลายเป็นคำซ้อน คำว่า “รดน้ำดำหัว”

เป็นประเพณีที่ประชาชนชาวไทยถือปฏิบัติสืบทอดกันมา จนถึงทุกวันนี้

เครื่องรดน้ำดำหัว…ภาคกลาง

เครื่องรดน้ำดำหัวภาคเหนือ

เครื่องรดน้ำดำหัวภาคใต้

เครื่องรดน้ำดำหัวภาคอีสาน

Loading...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here